SOUP & SAUCE
SOUP (ซุป)
คือ อาหารที่มีลักษณะเป็นของเหลวได้จากเนื้อสัตว์ หรือ ผัก มีการปรุงแต่งรส กลิ่น เสริฟได้ทั้งเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย และอาหารจานหลัก ซุปมีด้วยกัน2 ประเภทหลัก โดยแบ่งตามลักษณะของน้ำซุป คือ
ซุปใส (Clear soup) เป็นซุปที่มีลักษณะใส ไม่ข้น ซึ่งทำมาจากน้ำสต็อกใส และสามารถเสริฟเพียงน้ำซุปใส หรืออาจมีลูกซุปที่เป็นเนื้อสัตว์หรือผักลอยอยู่ในน้ำซุปได้ มีซุปดังต่อไปนี้
· Broths มีกระบวนการเหมือนกับการทำน้ำสต็อก เป็นน้ำซุปที่มีการปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติโดยการเคี่ยวน้ำหรือสต็อก แต่ต่างกันตรงที่ใช้เนื้อสัตว์แทนกระดูกในการทำ และ สามารถเสริฟได้เลย หรือมีการใส่ลูกซุปเพิ่ม ในขณะที่น้ำสต็อกยังต้องนำมาปรุงเป็นส่วนผสมของอาหารจานอื่นๆ เช่น STUFFED SQUID BROTH
· Consomme เป็นซุปที่ใสมาก โดยผ่านกระบวนการ Clarification process และมีการใส่ Oignon Brulee เพื่อแต่งกลิ่นซุปชนิดนี้ให้หอมเฉพาะตัว ซึ่งกระบวนการ Clarification process เป็นกระบวนการที่ใช้ไข่ขาวเป็นตัวทำให้น้ำซุปใส โดยโปรตีนในไข่ขาวเมื่อโดนความร้อนจะจับตะกอนในน้ำซุป ให้รวมตัวกันเป็นก้อน ทำให้ตักและกรองออกได้ง่ายขึ้น มีผลทำให้น้ำซุปใสมาก
· Vegetable soup เป็นซุปใสที่ปรุงรสน้ำสต็อกด้วยผักชนิดเดียวหรือหลายชนิด
ซุปข้น (Thick soup) เป็นซุปที่มีความขุ่นมากกว่าใสส่วนใหญ่ทำให้ข้นหนืดด้วย สารเพิ่มความข้นหนืด (Thickening agent) เช่น รูห์(Roux) เป็นต้นหรือ อาจนำมาปั่น โดยมีส่วนผสมมากกว่าหนึ่งชนิดเพื่อให้ซุปมีความเข้มข้นมากขึ้น ซุปชนิดนี้ได้แก่
· Cream soup ทำจากการตุ๋นส่วนผสมที่มีกลิ่นหอมในน้ำสต็อกขาวหรือซอส veloute แล้วเติม Roux แล้ว หรืออาจจะปั่นเพื่อเพิ่มความข้นหนืดให้แก่ซุป แล้วสุดท้ายเติมนมสดหรือว่าครีม เช่นCream of chicken เป็นต้น
· Puree soup ทำจากผักที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก (Starchy vegetable)โดยนำไปตุ๋นในของเหลวจนสุกนุ่ม แล้วปั่นจนละเอียด เช่น Pumpkin Soup
· Bisque ดั่งเดิมเป็นซุปที่ทำจาก Shellfish และทำให้ข้นด้วยข้าวสุก ปัจจุบันนิยมใช้ Rouxเป็นตัวเพิ่มความข้นหนืด มีการเตรียมคล้ายกับครีมซุป แต่มีส่วนประกอบอื่นๆมากกว่า เช่นShrimp bisque
· Chowder มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศส เป็นซุปที่ใส่ส่วนผสมหลักเป็นก้อนๆ มีนมหรือครีมเป็นส่วนผสม อาจใช้ slurry ช่วยเพิ่มความข้นหนืด แต่ซุปชนิดนี้จะไม่ปั่นหรือกรองก่อนที่จะใส่ครีม เช่นClam chowdwe
การเสริฟซุป
1. จำนวนในการเสริฟสามารถเสริฟได้ทั้งเป็น
- อาหารเรียกน้ำย่อย (Appetizer) ซึ่งจะเสริฟในปริมาณ 200 ml ถึง 250 ml
- อาหารจานหลัก (Main course) ซึ่งจะเสริฟในปริมาณ 300 ml ถึง 350 ml
2. อุณหภูมิในการเสริฟ
- ซุปร้อนเสริฟในชามร้อน หรือ ถ้วยร้อน
- ซุปเย็นเสริฟในชามแช่เย็น
3. การตกแต่ง
- ลูกซุป สามารถใส่เนื้อ ผักที่เป็นส่วนผสมของซุปนั้นๆลงในซุปเพื่อทำให้เกิดผิวสัมผัสในการรับประมานซุป
- ส่วนแต่งหน้า ซุปใสจะไม่ตกแต่งส่วนแต่งหน้า ซึ่งในซุปข้นจะนิยมแต่งด้วยครีมสดในซุปที่มีส่วนผสมของครีมสด และใช้พาสลีย์สับ หรือ ไชวป์(Chive) ตกแต่งในส่วนของซุปข้นอื่นๆเป็นต้น
- ส่วนที่ใช้รับประทานร่วม เช่น ขนมปังอบกรอบ (กรูตอง) เครกเกอร์ เพื่อเพิ่มผิวสัมผัสให้กับซุปมากยิ่งขึ้น
คือ อาหารที่มีลักษณะเป็นของเหลวได้จากเนื้อสัตว์ หรือ ผัก มีการปรุงแต่งรส กลิ่น เสริฟได้ทั้งเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย และอาหารจานหลัก ซุปมีด้วยกัน2 ประเภทหลัก โดยแบ่งตามลักษณะของน้ำซุป คือ
ซุปใส (Clear soup) เป็นซุปที่มีลักษณะใส ไม่ข้น ซึ่งทำมาจากน้ำสต็อกใส และสามารถเสริฟเพียงน้ำซุปใส หรืออาจมีลูกซุปที่เป็นเนื้อสัตว์หรือผักลอยอยู่ในน้ำซุปได้ มีซุปดังต่อไปนี้
ซุปใส (Clear soup) เป็นซุปที่มีลักษณะใส ไม่ข้น ซึ่งทำมาจากน้ำสต็อกใส และสามารถเสริฟเพียงน้ำซุปใส หรืออาจมีลูกซุปที่เป็นเนื้อสัตว์หรือผักลอยอยู่ในน้ำซุปได้ มีซุปดังต่อไปนี้
· Broths มีกระบวนการเหมือนกับการทำน้ำสต็อก เป็นน้ำซุปที่มีการปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติโดยการเคี่ยวน้ำหรือสต็อก แต่ต่างกันตรงที่ใช้เนื้อสัตว์แทนกระดูกในการทำ และ สามารถเสริฟได้เลย หรือมีการใส่ลูกซุปเพิ่ม ในขณะที่น้ำสต็อกยังต้องนำมาปรุงเป็นส่วนผสมของอาหารจานอื่นๆ เช่น STUFFED SQUID BROTH
· Consomme เป็นซุปที่ใสมาก โดยผ่านกระบวนการ Clarification process และมีการใส่ Oignon Brulee เพื่อแต่งกลิ่นซุปชนิดนี้ให้หอมเฉพาะตัว ซึ่งกระบวนการ Clarification process เป็นกระบวนการที่ใช้ไข่ขาวเป็นตัวทำให้น้ำซุปใส โดยโปรตีนในไข่ขาวเมื่อโดนความร้อนจะจับตะกอนในน้ำซุป ให้รวมตัวกันเป็นก้อน ทำให้ตักและกรองออกได้ง่ายขึ้น มีผลทำให้น้ำซุปใสมาก
· Vegetable soup เป็นซุปใสที่ปรุงรสน้ำสต็อกด้วยผักชนิดเดียวหรือหลายชนิด
ซุปข้น (Thick soup) เป็นซุปที่มีความขุ่นมากกว่าใสส่วนใหญ่ทำให้ข้นหนืดด้วย สารเพิ่มความข้นหนืด (Thickening agent) เช่น รูห์(Roux) เป็นต้นหรือ อาจนำมาปั่น โดยมีส่วนผสมมากกว่าหนึ่งชนิดเพื่อให้ซุปมีความเข้มข้นมากขึ้น ซุปชนิดนี้ได้แก่
· Cream soup ทำจากการตุ๋นส่วนผสมที่มีกลิ่นหอมในน้ำสต็อกขาวหรือซอส veloute แล้วเติม Roux แล้ว หรืออาจจะปั่นเพื่อเพิ่มความข้นหนืดให้แก่ซุป แล้วสุดท้ายเติมนมสดหรือว่าครีม เช่นCream of chicken เป็นต้น
ซุปข้น (Thick soup) เป็นซุปที่มีความขุ่นมากกว่าใสส่วนใหญ่ทำให้ข้นหนืดด้วย สารเพิ่มความข้นหนืด (Thickening agent) เช่น รูห์(Roux) เป็นต้นหรือ อาจนำมาปั่น โดยมีส่วนผสมมากกว่าหนึ่งชนิดเพื่อให้ซุปมีความเข้มข้นมากขึ้น ซุปชนิดนี้ได้แก่
· Cream soup ทำจากการตุ๋นส่วนผสมที่มีกลิ่นหอมในน้ำสต็อกขาวหรือซอส veloute แล้วเติม Roux แล้ว หรืออาจจะปั่นเพื่อเพิ่มความข้นหนืดให้แก่ซุป แล้วสุดท้ายเติมนมสดหรือว่าครีม เช่นCream of chicken เป็นต้น
· Puree soup ทำจากผักที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก (Starchy vegetable)โดยนำไปตุ๋นในของเหลวจนสุกนุ่ม แล้วปั่นจนละเอียด เช่น Pumpkin Soup
· Bisque ดั่งเดิมเป็นซุปที่ทำจาก Shellfish และทำให้ข้นด้วยข้าวสุก ปัจจุบันนิยมใช้ Rouxเป็นตัวเพิ่มความข้นหนืด มีการเตรียมคล้ายกับครีมซุป แต่มีส่วนประกอบอื่นๆมากกว่า เช่นShrimp bisque
· Chowder มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศส เป็นซุปที่ใส่ส่วนผสมหลักเป็นก้อนๆ มีนมหรือครีมเป็นส่วนผสม อาจใช้ slurry ช่วยเพิ่มความข้นหนืด แต่ซุปชนิดนี้จะไม่ปั่นหรือกรองก่อนที่จะใส่ครีม เช่นClam chowdwe
การเสริฟซุป
1. จำนวนในการเสริฟสามารถเสริฟได้ทั้งเป็น
- อาหารเรียกน้ำย่อย (Appetizer) ซึ่งจะเสริฟในปริมาณ 200 ml ถึง 250 ml
- อาหารจานหลัก (Main course) ซึ่งจะเสริฟในปริมาณ 300 ml ถึง 350 ml
2. อุณหภูมิในการเสริฟ
- ซุปร้อนเสริฟในชามร้อน หรือ ถ้วยร้อน
- ซุปเย็นเสริฟในชามแช่เย็น
3. การตกแต่ง
- ลูกซุป สามารถใส่เนื้อ ผักที่เป็นส่วนผสมของซุปนั้นๆลงในซุปเพื่อทำให้เกิดผิวสัมผัสในการรับประมานซุป
- ส่วนแต่งหน้า ซุปใสจะไม่ตกแต่งส่วนแต่งหน้า ซึ่งในซุปข้นจะนิยมแต่งด้วยครีมสดในซุปที่มีส่วนผสมของครีมสด และใช้พาสลีย์สับ หรือ ไชวป์(Chive) ตกแต่งในส่วนของซุปข้นอื่นๆเป็นต้น
- ส่วนที่ใช้รับประทานร่วม เช่น ขนมปังอบกรอบ (กรูตอง) เครกเกอร์ เพื่อเพิ่มผิวสัมผัสให้กับซุปมากยิ่งขึ้น
SAUCE (ซอส)
ซอส คือ ของเหลวที่มีกลิ่นหอม โดยมากมีลักษณะข้นหนืดใช้เพิ่มรสชาติให้แก่อาหาร
หน้าที่ของซอสซึ่งซอสจะทำให้อาหารอร่อยและมีคุณภาพมากขึ้นโดย
- เพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่อาหาร
- ทำให้อาหารมีสีสันน่ารับประทาน
- เพิ่มกลิ่นหอมให้แก่อาหารมากยิ่งขึ้น
- เพิ่มรสชาติให้อาหารเข้มข้นขึ้น
- ทำให้อาหารดูน่าทานน่าสนใจมากขึ้น
โครงสร้างของซอส
Liquid =ของเหลวซึ่งเป็นตัวหลักของซอส คราสสิคซอสทำจากของเหลวซึ่งแบ่งของเหลวออกเป็น5ชนิด ทำให้ได้แม่ซอส(Motther sauce)ดังนี้
White stock = Veloute sauce
brown stock = Espagnole
Milk = Bechamel
Tomato+ stock = Tomato sauce
Clarified Butter = Hollandaise
Thickening Agents= ซอสจะต้องข้นพอที่จะเคลือบอาหารมิเช่นนั้นแล้วซอสก็จะไหลเลอะเทอะเต็มจาน ซึ้งตัวที่ทำให้ขึ้นหนืดจะมีหลายตัวด้วยกันดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
Seasoning and flavoring ingredients=เป็นตัวเพิ่มรสเพิ่มกลิ่นเฉพาะตัวให้แก่ซอสซึ่งสามารถแตกแขนงออกเป็นซอสที่หลากหลายได้จากการผสมเครื่องปรุงรสและกลิ่นที่เฉพาะตัวให้แก่แม่ซอส
มาตรฐานคุณภาพของซอสประกอบด้วย
- Consistency and body ไม่มีก้อนแป้งเป็นก้อนๆไม่ข้นหรือใสจนเกินไป ต้องมีความข้นหนืดพอที่จะเคลือบอาหารได้บางๆ
- Flavor มีความสมดุลของกลิ่นและรสปรุงรสได้พอดี ไม่มีกลิ่นแป้ง เลือกชนิดของซอสที่กลิ่นรสเข้ากันกับอาหาร เช่นซอสซุพริมรับประทานคู่กับไก่เป็นต้น
- Appearance ทำให้อาหารเงางามน่ารับประทานมีสีสวยขึ้น
ตัวอย่างซอส
Tomato sauce = ดั้งเดิมซอสมะเขือเทศทำจากมะเขือเทศและแป้งรูห์ แต่ในปัจจุบันจะใช้การปั่น(Puree)มะเขือเทศจนกลายเป็นน้ำซึ่งจะให้ผิวสัมผัสและรสชาติที่ดีกว่ามาก แม้ว่าจะไม่มีการใส่แป้งเพื่อเพิ่มความข้นหนืดเลยก็ตาม
Butter sauce = ฮอลแลนเดสซอสเป็นแม่ซอสที่ซึ่งมีส่วนผสมหลักไม่ใช่ทั้งสต็อกหรือนม แต่เป็นเนยซึ่งมีหลักการในการนำเนยมาทำซอส




ความคิดเห็น